สัมพันธ์ล้านนา-สยามในนาม “มูลนิธินวราชดำริอนุรักษ์ฝ่ายเหนือ

เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเยือนเชียงใหม่เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2501 ทรงเล็งเห็นประวัติศาสตร์ที่ร้อยเรียงความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับล้านนาจึงได้มีพระราชกระแสรับสั่ง ให้พลตรีเจ้าราชบุตร (วงษ์ตะวัน) ณ เชียงใหม่ รวมกลุ่มเจ้านายฝ่ายเหนือและทายาททั้งหมดเข้าเฝ้าในเวลาพระกระยาหารกลางวัน ณ คุ้มวงษ์ตะวัน และทรงรับสั่งว่า “ถึงแม้บ้านเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรให้สามัคคีกัน ให้รวมกลุ่มกันรักษาความดีไว้ ในฐานะทายาทผู้ครองนคร”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำริที่จะให้มีการอนุรักษ์ฟื้นฟูและเผยแพร่ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมโบราณของฝ่ายเหนือ อันได้แก่ โบราณสถาน โบราณวัตถุ วรรณกรรม ดนตรีพื้นเมือง และทรัพยากรธรรมชาติ จากพระราชดำริดังกล่าวจึงทำให้เกิด “มูลนิธินวราชดำริอนุรักษ์ฝ่ายเหนือ” ขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2535 โดยมีที่ทำการอยู่ที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ ชั้น 4 อาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่

ในตอนแรกนั้นทางมูลนิธิจะให้เจ้านายฝ่ายเหนือชั้นผู้ใหญ่ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ แต่ทางเจ้านายฝ่ายเหนือต้องการให้มูลนิธิอยู่ในความดูแลของข้าราชการ จึงได้ให้นายชนะศักดิ์ ยุวบูรณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ในสมัยนั้นดำรงตำแหน่งประธานกรรมการดำเนินงาน และหลังจากนั้นมูลนิธินวราชดำริฯ ก็มีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ในแต่ละสมัยดำรงตำแหน่งประธานสืบต่อกันมา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดเกล้าฯ ให้ทายาทเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้ายและเจ้านายฝ่ายเหนือเข้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ คุ้มวงษ์ตะวัน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ.2501

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดเกล้าฯ ให้ทายาทเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้ายและเจ้านายฝ่ายเหนือเข้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ คุ้มวงษ์ตะวัน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ.2501

คุณสิริพร แสงไชย กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการมูลนิธินวราชดำริฯ เล่าว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดูแลห่วงใยเจ้านายฝ่ายเหนือมาโดยตลอดและทรงรับสั่งกับท่านผู้ว่าฯ ชนะศักดิ์ว่า อย่าทอดทิ้งเจ้านายฝ่ายเหนือ คำว่าเจ้านายฝ่ายเหนือนั้นไม่ได้หมายถึงผู้สืบสกุลเจ้าผู้นครเชียงใหม่เท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงผู้สืบสกุลนครอื่นด้วย ฉะนั้นจึง ไม่ได้จำกัดเฉพาะนามสกุล ณ เชียงใหม่ เท่านั้น แต่ยังรวมถึง ณ ลำพูน ณ น่าน ณ ลำปาง รวมถึง ณ เชียงตุง ที่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่อาศัยในเมืองเชียงใหม่ และมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

ทั้งนี้มูลนิธินวราชดำริฯ มีวัตถุประสงค์ เพื่ออนุรักษ์ ส่งเสริม ฟื้นฟูและเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมตามประเพณีโบราณของฝ่ายเหนือ รวมทั้งสนับสนุนการบูรณะซ่อมแซมโบราณสถานและโบราณวัตถุ เพื่อศึกษา ค้นคว้า วิจัย อันก่อให้เกิดประโยชน์แก่สาธารณะ โดยในวาระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ทางมูลนิธินวราชดำริฯ ได้มีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชประวัติและการเสด็จเยือนเชียงใหม่ ที่หอศิลปวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ และในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ ทางมูลนิธิก็ได้จัดทำโครงการป้ายโบราณสถานและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในนครเชียงใหม่ เพื่อแสดงความจงรักภักดีและน้องเกล้าน้อมกระหม่อมเป็นพระราชกุศล รวมถึงเพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในนครเชียงใหม่ให้แก่ประชาชนและเยาวชน โดยได้สร้างป้ายโบราณสถานจำนวน 72 แห่ง

นอกจากนี้ทางมูลนิธินวราชดำริฯ ได้จัดทำหนังสือ “เจ้าพ่อหลวง” ซึ่งรวบรวมภาพพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เสด็จมาเยือนเชียงใหม่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501-2544 และยังได้จัดทำหนังสือ “ขัตติยานีศรีล้านนา” ในวาระเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชีนีนาถ เนื่องในโอกาสทรงมีพระชนมพรรษา ครบ 72 พรรษา โดยรายได้จากการจำหน่ายหนังสือนั้นทางมูลนิธิได้นำเงินทูลเกล้าถวายพระองค์ท่าน แต่พระองค์ท่านก็ได้มอบเงินดังกล่าวให้แก่มูลนิธินวราชดำริฯ สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของทางมูลนิธิ

คุณหญิงเจ้าระวีพันธุ์ (ณ เชียงใหม่) สุจริตกุล ผู้สืบสกุลเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ในฐานะรองประธานมูลนิธินวราชดำริฯได้เล่าว่าเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้เสด็จเยี่ยมเยือนราษฎรในจังหวัดเชียงใหม่เป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2501 ทางเจ้านายฝ่ายเหนือร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่และประชาชนชาวเชียงใหม่ได้จัดพิธี “บายศรีทูลพระขวัญ” ตามประเพณีชาวล้านนาถวาย ซึ่งการจัดทำบายศรีทูลพระขวัญของจังหวัดเชียงใหม่นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อความเป็นสิริมงคลและเป็นการต้อนรับผู้มาเยือนให้มีความสุขกายสุขใจตลอดระยะเวลาที่ประทับอยู่ในเมืองเชียงใหม่

ด้วยความที่เชียงใหม่เป็นหัวเมืองเอกของภูมิภาค เมื่อมีเจ้าฟ้าพระมหากษัตริย์เสด็จเยือนหัวเมืองต่างๆ ในมณฑลพายัพ จึงมักจะมาประทับนครเชียงใหม่ตลอด เจ้าหลวงเชียงใหม่ก็จะเป็นผู้ถวายการต้อนรับเสมอมา พิธีบายศรีทูลพระขวัญเป็นประเพณีของชาวล้านนาไทยมาแต่โบราณ โดยเจ้านายฝ่ายเหนือจะจัดทำเป็นการใหญ่และพิถีพิถันทั้งในรูปแบบของขบวนแห่ การทำต้นบายศรี และพานบายศรีผูกข้อพระกร ในการจัดทำบายศรีนั้นจะใช้เวลาทั้งกลางวันกลางคืนถึง 3 วันครึ่ง โดยเริ่มจากการเย็บใบตองเป็นบายศรีเล็กขนาดต่างๆ 600 อัน และมาประกอบเป็นพุ่มฉัตร 9 ชั้น หรือ 7 ชั้น ตามลำดับชั้นของผู้รับถวาย และจึงเย็บดอกไม้ทำมาลัยประกอบต้นบายศรีและแต่งจนสำเร็จแล้วนำขึ้นถวาย

หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็ได้มีการจัดพิธีบายศรีทูลพระขวัญทูลเกล้าถวายการรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ตลอดจนพระราชอาคันตุกะจนถึงปี พ.ศ. 2547 การจัดกระบวนบายศรีทูลพระขวัญตามประเพณีของชาวล้านนานี้ จึงเป็นเสมือนเครื่องหมายแห่งการถวายพระเกียรติที่แสดงถึงความจงรักภักดีและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ซึ่งเจ้านายฝ่ายเหนือและประชาชนชาวเชียงใหม่ได้แสดงออกต่อพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์

ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา ในปี พ.ศ.2550 มูลนิธินวราชดำริอนุรักษ์ฝ่ายเหนือ เจ้านายฝ่ายเหนือ ร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่และเทศบาลนครเชียงใหม่ได้จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติเรื่องบายศรีทูลพระขวัญและจัดทำหนังสือ “บายศรีทูลพระขวัญ” ประกอบการแสดงนิทรรศการ ให้ผู้เข้าชมได้ทราบถึงความสำคัญของพิธีบายศรีทูลพระขวัญ ลักษณะของขบวนพิธี เครื่องพิธี รวมไปถึงการดำเนินการพิธีบายศรีในโอกาสต่างๆ ณ ห้องบายศรีทูลพระขวัญ ชั้น 2 หอศิลปวัฒนธรรมอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยเป็นนิทรรศการที่จัดแสดงถาวร

รณวัฒน์ จันทร์จารุวงศ์ รายงาน

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: